ซ้อมวิ่งในลู่ก็แรงได้ เรื่องราวสนุกๆของ Valeria Curtis

 ซ้อมวิ่งในลู่ก็แรงได้ เรื่องราวสนุกๆของ Valeria Curtis

ซ้อมวิ่งในลู่ก็แรงได้ ! รวมเรื่องราวสนุกๆของ Valeria Curtis

 

 

การฝึกซ้อมด้วยลู่วิ่งสามารถทำให้นักวิ่งจากนอร์ท ดาโกต้าชนะการแข่งวิ่งเทรลได้อย่างไร

เมื่อ Valeria Curtis ชนะการวิ่งมาราธอนในงาน Fargo Marathon 2019 ด้วยเวลา 2:43:08

เมื่อ Val Curtis วัย 32 ปี ชนะในงานแข่งขัน Fargo Marathon เมื่อเดือนพฤษภาคม รอยยิ้มจนแก้มปริของเธอชัดเจนมากกว่าความตื่นเต้นในชัยชนะ ด้วยปรากฏชื่อของสามีและลูกอีก 2 คนของเธอที่ถูกเขียนบนมือของเธอซึ่งนำพาให้เธอสามารถเข้าเส้นชัย – Curtis เข้าเส้นชัยใน Fargo, North Dakota ในประเภทบุคคลด้วยเวลา 2:43:08 ซึ่งเท่ากับมาตรฐานในการวิ่งเทรลประเภท “B” ของกีฬาโอลิมปิกปี 2020 (sub -2:45) ซึ่งเธอทำไม่สำเร็จเมื่อ 4 เดือนก่อนฉันไม่รู้ว่า ถ้าฉันจะสามารถเอาชนะความรู้สึกนั้นได้มีเพียงแต่ฉันจะชนะเท่านั้น ซึ่งฉันได้รับการคัดเลือกเป็น OTQ (Olympic Trials Qualifier) ได้และฉันทำมันได้ต่อหน้าครอบครัวของฉัน ” Curtis กล่าวกับ Runner’s World “ มันเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของฉัน

ด้วยความที่เธอเป็นคนท้องถิ่นของเมือง Minot, North Dakota คือแรงบันดาลใจในการไล่ตามมาตรฐานหลังจากได้ดูการวิ่งแข่งเทรลในปี 2016 ที่เมืองลอส แองเจิ้ลลิส ได้เห็นคู่หูของ Bowerman Track Club : Amy Cragg และ Shalane Flanagan ช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อทำทีมของสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันกับนักวิ่งที่วิ่งทุกวันและทำทุกอย่างเหมือนมืออาชีพทำเพื่อที่จะผลักดันตัวเธอเองในการวิ่งแข่งในงานสำคัญๆ

ในขณะที่มันคือสิ่งที่ฝันไว้ที่จะต้องไปยืนบนเส้นสตาร์ทของการวิ่งเทรลใน Atlanta ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ มันคือการคัดตัวนักกีฬาสำหรับโอลิมปิกปี 2020 ซึ่งมันต้องใช้การฝึกซ้อมและความพยายามอย่างมากเพื่อที่จะทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้ สำหรับ Curtis การที่จะบรรลุการคัดเลือกเพื่อเข้าร่วมโอลิมปิกมีสิ่งที่ต้องการคือการเปลี่ยนความคิดแบบนักวิ่งทั่วไปให้ไปเป็นแบบนักวิ่งแข่งขันมาราธอนแทน การใช้ชีวิตให้สมดุลระหว่างครอบครัวกับการวิ่งและการฝึกซ้อมอย่างหนักบนลู่วิ่งหลายสัปดาห์ในระหว่างช่วงฤดูหนาวใน North Dakota.

ปรับเปลี่ยนความคิดของเธอ

ในช่วงเวลาการแข่งขันวิ่งเทรลของปี 2016 Curtis คือนักวิ่งที่ทำเวลาที่ 3:07 ผู้ซึ่งไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเร็วพอที่จะมาเป็นนักวิ่งชุดแรกในการแข่งขันวิ่งปี 2020 เธอมีช่วงชีวิตในการวิ่งแข่งน้อยมาก โดยเธอเป็นนักวิ่งประเภทลู่อยู่ 1 ปีช่วงที่อยู่ที่ South Utah University แต่ Curtis ก็หยุดวิ่งหลังจากย้ายมาเรียนที่ University of Nevada, Las Vegas แล้ะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกีฬาอีกเลยจนกระทั่งเธอคลอดลูกสาวคนที่ 2 ในปี 2013

จากปี 2013 ถึง 2016 เธอค่อยๆเริ่มวิ่งและลงแข่งขันอย่างช้าๆอีกครั้ง จนกระทั่งเธอได้ดูการการแข่งขันวิ่งเทรลที่ซึ่งปลุกเธอให้กลับมาซ้อมวิ่งมาราธอนและค่อยๆขยายความฝันเล็กๆไปสู่ฝันที่ใหญ่ขึ้น

ฉันถูกปลุกไฟให้ลุกขึ้นอีกครั้งหลังจากได้ดูการแข่งครั้งนั้นเธอกล่าวจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันได้ร่วมทีมและเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น

ทลายกำแพง 3 ชั่วโมง

เพราะว่า PR (Personal Record) ของเธอในการวิ่งมาราธอนเมื่อปี 2016 ช้ากว่าเวลามา๖รฐานมากกว่า 20 นาที มันทำให้เธอไม่การประกาศเป้าหมายของเธอออกไป เธอกลัวที่จะล้มเหลว เธอกลัวที่จะแบ่งปันความฝันของเธอกับผู้อื่น และเธอกลัวว่าด้วยร่างกายของเธอ ฌะอจะไม่สามารถทำมันได้สำเร็จ

พูดตามตรง ฉันรู้สึกเหมือนเป็นนักวิ่งที่ไม่ได้เร็วเหมือนหลายๆคนเธอกล่าวฉันไม่ได้หนัก 100 ปอน ฉันไม่ได้มีกล้ามเนื้อซิกแพ็ค ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้ดูเหมือนใครสักคนที่วิ่งได้เร็ว

ตอนที่เธอพูดถึงเป้าหมายของเธอกับสามีเป็นครั้งแรก Chris นักบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เขาถึงกับนิ่งเงียบกับสิ่งที่เธอพูดเขาบอกกับฉันว่าเธอพูดว่าอะไรนะ?’ เธอทำมันได้แน่นอน เธอเป็นคนที่ทุ่มเทกับสิ่งที่ทำอย่างมากเขากล่าว Curtis กลับมาเริ่มฝึกซ้อมอีกครั้งกับโค้ช Matt Nark ผู้ซึ่งเป็นผู้ฝึกสอนแบบออนไลน์ ในเดือนพฤษภาคม 2018 Curtis เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 ในการวิ่งแข่งขันประเภทบุคคลทั่วไปด้วยเวลา 2:54:46 หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม เธอวิ่งได้เร็วขึ้นอีก 2 นาที ทำให้เข้าเส้นชัยไปด้วยเวลา 2:52:31 ในงานวิ่ง Twin Cities Marathon ที่เมืองมินนาโซต้า

เธอได้พัฒนาตัวเองขึ้นภายในไม่กี่เดือน หลังจากในงาน Houston Marathon 2019 เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา เธอสามารถเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 2:45:37 ซึ่งทำให้เธอคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทบุคคลทั่วไป โดยใช้เวลาน้อยลงอีก 7 นาที แต่ก็ยังน้อยกว่าเวลามาตรฐานไม่กี่นาที ในตอนแรกเธอรู้สึกใจสลายที่เธอเห็นว่าตัวเองพลาดไปเพียงไม่กี่นาทีแต่เธอก็กลับมาพร้อมที่จะวิ่งใหม่ภายในเวลาไม่นานจากการเตือนสติจากโค้ชของเธอนั้นคือจุดพลิกผันครั้งใหญ่ของเธอที่ทำให้ความชัยชนะที่ต้องการได้

การฝึกซ้อมด้วยลู่วิ่งเพื่อให้ผ่านการคัดตัว

ภายหลังจากงานวิ่งที่ฮุสตัน Curtis ตัดสินใจที่จะทำลายสถิติโดยที่เธอเหลือเวลาเพื่อเตรียมตัวไม่ถึงปีเพื่อที่จะผ่านการคัดตัว( โอกาสที่จะได้รับเลือกจะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 มกราคม 2020) หลังจากที่ได้หยุดพักมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในเดือนกุมภาพันธ์ Curtis เริ่มการเตรียมตัววางแผนฝึกซ้อมสำหรับงานวิ่งที่ Fargo ที่จะทำให้เธอพร้อมที่จะรับความล้มเหลวเธอกล่าว ในขณะที่เธอตั้งความหวังที่จะทำ PR ให้สูงขึ้นอีกในงานวิ่งที่ Texas ซึ่งการเตรียมความพร้อมของเธอไม่ได้ง่ายเลยเนื่องจาก Chris ถูกส่งไปประจำการที่เกาะกวมเมื่อเดือนมกราคม ทำให้เธอต้องคอยดูแลลูกๆทั้ง 2 คน Bela อายุ 9 ขวบกับ Christian อายุ 7 ขวบ เพียงลำพังจนการสามีของเธอจะกลับมาในเดือนเมษายน ทำให้จะต้องมีการจัดการตารางเวลาของเด็กๆร่วมกับตารางการฝึกซ้อมวิ่งให้เข้ากันได้ Curtis ใช้การเตรียมพร้อมร่างกายและการวิ่งโดยเธอจะเริ่มออกวิ่งตอน 04:00 ก่อนที่เด็กๆจะตื่นขึ้นมา

สิ่งที่เธอจะต้องจัดตารางคือการรับมือกับสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิ ในช่วง 8 วันที่สภาพอากาศต่ำเกือบๆจะ 0 องศาและถนนถูกปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ Curtis จำเป็นจะต้องฝึกซ้อมด้วยการวิ่งบนลู่วิ่ง

ฉันไม่รู้ว่าฉันทำได้อย่างไรเธอกล่าวฉันเพียงไม่ต้องการให้มันออกมาแย่

Curtis บอกว่ามันเป็นช่วงเวลาหลายวันที่เธอไม่รู้ว่าเธอควรจะจัดการการฝึกซ้อมในระดับที่สูงในขณะที่จะต้องมั่นใจว่าเธอได้ร่วมทำกิจกรรมกับลูกๆได้อย่างเพียงพอ ตอนที่เธอพูดกับสามีทางโทรศัพท์ Chris ปลอบกับเธอให้หายกังวลและคอยเตือนเธอถึงสิ่งต่างๆที่ต้องทำในแต่ละวัน

เมื่อถึงวันลงแข่ง Curtis อยู่ในสภาพที่พร้อม เธอวิ่งผ่านระยะทางครึ่งแรกด้วยเวลา 1:22:36 หลังจากนั้นเธอได้เร่งเครื่องขึ้นไปอีก โดยเธอวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 6:14นาทีต่อไมล์จนเข้าเส้นชัย

ฉันคือนักวิ่งที่แข็งแกร่ง” Curtis กล่าวฉันแค่ทำมันให้ดีขึ้นและดีขึ้น และดูสิฉันกำลังทำบางสิ่งที่ถูกต้องอยู่ ฉันรู้ว่าฉันไม่ต้องเปลี่ยนวิธีที่ฉันทำอยู่ถ้าฉันยังคงวิ่งได้เร็วขึ้นและเร็วขึ้น

อารมณ์ในช่วงเวลาขณะที่ Curtis กำลังวิ่งเข้าเส้นชัย เธอก็เกิดความสงสัยในความสามารถที่จะวิ่งด้วยความเร็วซับ 2:45 โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็สามารถทำได้สำเร็จในการแข่งขันมาราธอนที่ดีที่สุดในประเทศได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งในที่สุดชัยชนะของเธอก็คือการยืนยันว่าการมีเป้าหมายที่แสนยากลำบากของเธอไม่ได้เพียงแต่จะแบ่งปันสู่คนอื่นแต่มันคือการบอกว่ามันสามารถทำได้

ความจริงที่ว่าฉันสามารถทำสิ่งนี้แม้ว่าฉันจะยุ่งมากและสามีไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ทำให้ฉันรู้ว่าฉันสามารถทำได้สิ่งต่างๆได้มากกว่าสิ่งที่ฉันคิดได้เธอกล่าวนั้นแปลว่าฉันสามารถทำอะไรก็ได้ที่ฉันมั่นใจว่าฉันสามารถทำมันได้

admin

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *